Siam Exotica Plants
                                                              

สภาพแวดล้อมอย่างไร จึงจะเหมาะสำหรับการเลี้ยงพืชกินแมลง ?

         นับเป็นปัญหาหนึ่งสำหรับมือใหม่ หรือผู้เริ่มต้นสนใจที่จะเลี้ยงต้นไม้กินแมลง   ซึ่งมีอยู่หลายประเภทให้เลือกเลี้ยงได้ตามความพอใจ   แต่ช้าก่อนครับ .... ก่อนที่จะตกลงปลงใจรักชอบพอกับไม้กินแมลงชนิดไหน  ขอให้ท่านได้ศึกษาธรรมชาติของไม้กินแมลงแต่ละชนิดให้ดีซะก่อน  เพื่อจะได้ไม่ต้องนำมาเลี้ยงแบบลองผิดลองถูก ซึ่งไม้ที่เราซื้อหามาด้วยราคาแสนแพงจะอยู่กับเราไม่ได้นาน  ซึ่งจะทำให้เกิดความท้อแท้ ถอดใจเลิกเลี้ยงไปเลย  เพราะต้นไม้กินแมลงนั้นในธรรมชาติเกิดขึ้นกระจายตัวอยู่ในส่วนต่างๆ ของโลก  ที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างกัน ฉะนั้นเราจึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่บ้านด้วยว่าเหมาะสมรึไม่  โดยเริ่มเลี้ยงจากประเภทง่ายๆ ก่อน เช่น ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง(Nepenthes  จากนั้นค่อยไปเลี้ยง ซาราซิเนีย(Sarracenia)   และกาบหอยแครง (Dionaea)  สำหรับปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนการเลี้ยง มีดังนี้  น้ำ  ความชื้น   แสงแดด   อุณหภูมิ   วัสดุปลูก

                           

น้ำ

Water

การรดน้ำ

 

     น้ำนับเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของพืชทุกชนิด  โดยเฉพาะกับพืชกินแมลง  จะต้องเป็นน้ำที่สะอาด ไม่มีเกลือแร่ปะปนอยู่   เพราะพืชต้องใช้น้ำลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในกระบวนการของพืช เปรียบเสมือนน้ำเลือดของสัตว์ หากขาดน้ำกระบวนการต่างๆ ของพืชจะหยุดชะงัก จนถึงตายได้ถ้ามีการขาดน้ำนาน ๆ สำหรับพืชกินแมลงทุกประเภทต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงกับแฉะมาก จนไม่เวลาแห้ง และมีบางประเภทที่อาศัยอยู่ในน้ำหรือมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่เสมอ เช่น สาหร่ายข้าวเหนียว (Utricularia) และ Aldrovanda

        ดังนั้น ผู้เลี้ยงพืชกินแมลงควรดูแลเรื่องน้ำของพืชกินแมลงทุกวัน ยกเว้น วันที่มีฝนตกที่มากเพียงพอที่เครื่องปลูกเปียกชื้นก็ไม่ต้องให้เพิ่มอีก

          การพิจารณาว่าการรดน้ำมากน้อยหรือบ่อยครั้งเพียงใดขึ้นอยู่กับ ปัจจัย 2 ประการคือ

  1. วัสดุที่ใช้เป็นเครื่องปลูกมีความอุ้มน้ำได้ มากน้อยเพียงได้ หากวัสดุอุ้ม น้ำได้มากก็รดน้ำให้น้อยลง
  2. ปริมาณของแสงแดด หากสถานที่เลี้ยงได้รับแสงมาก การรดน้ำต้องมากขึ้น เพราะวัสดุปลูกจะแห้งเร็ว ถ้าหากมีแสงน้อยปริมาณน้ำที่รด ควรจะน้อยลง

      น้ำที่ใช้รดควรเป็นน้ำฝน หรือน้ำสะอาด ส่วนน้ำบาดาล ก่อนใช้ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่ามีปริมาณเกลือแร่มากน้อยเพียงใด  หากมีปริมาณเกลือแร่หรือเป็นน้ำกร่อยๆ  โดยการชิมดูแล้วมีรสกร่อยๆ กระด้างๆ ไม่เหมือนน้ำบริสุทธิ์ ก็ควรเลิกคิดที่จะเลี้ยงต้นไม้กินแมลงไปได้เลย  เพราะมีแต่ตายหมดอย่างเดียว  แต่หากคิดจะเลี้ยงจริงก็ต้องซื้อหรือหาน้ำสะอาดมาใช้รดดีกว่าครับ  แต่ก็คงจะไม่เหมาะสำหรับการเลี้ยงในปริมาณมากๆ    ถ้าเป็นน้ำปะปาควรรอง ทิ้งให้คลอรีนระเหยหมดไปก่อน (ประมาณ 3 วัน) จึงจะนำมา รดได้ เพราะพืชกินแมลงบางประเภทมีความไวต่อสารเคมี เช่น กาบหอยแครง(Dionaea)

ความชื้น

Humidity

โอ่งน้ำ

กลิ่นไอความชื้น

ความชื้นนี้ไม่ใช่ความชื้นของวัสดุปลูก แต่หมายถึง ความชื้นในบรรยากาศบริเวณที่ใช้ปลูกเลี้ยงพืชกินแมลง นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่มีผลต่อการปลูกเลี้ยงพืชกินแมลง เนื่องจากในธรรมชาติถิ่นที่อยู่ของพืชกินแมลงจะอาศัยอยู่ตามที่ชื้นแฉะหรือเป็นหนองน้ำ หรือใกล้ๆ แหล่งน้ำในป่า  ทำให้สภาพแวดล้อมมีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง เมื่อเรานำมาปลูกเลี้ยงเราต้องรู้จักเลียนแบบธรรมชาติของมัน ให้ใกล้เคียงกับสภาพถิ่นที่อยู่เดิมของมัน ซึ่งส่วนใหญ่ความชื้นสัมพัทธ์นี้มีผลกับการเลี้ยง เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) หากได้รับความชื้นไม่เพียงพอจะไม่สร้างหม้อ หรือหม้อจะฝ่อไม่เติบโต หรือหม้อจะแคระเล็กนิดเดียว ฉะนั้นเพื่อให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดี ความชื้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 60 - 70%

แล้วจะทำอย่างไร หากสถานที่เพาะเลี้ยงมีความชื้นไม่เพียงพอ

  1. สถานที่เพาะเลี้ยงหรือที่ตั้งกระถางควรเป็นที่อับลม หรือบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อไม่ให้ลมพัด พาเอาไอน้ำในอากาศไปอย่างรวดเร็ว หากสถานที่ตั้งหาที่อับลมไม่ได้ คงจะต้องลงทุนทำโรงเรือนขนาดย่อม ๆ หรือจะทำเป็นขนาดใหญ่ ๆ ไปเลย หากต้องการเลี้ยงไม้จำนวนมาก และมีทุนเพียงพอ โรงเรือนนี้ให้ขึงโดยรอบด้วยพลาสติกใส หรือพลาสติกซาแลน (หากมีลมไม่แรงนัก) เพื่อกั้นทิศทางของลม ส่วนที่พื้นควรมีแหล่ง กักเก็บความชื้นด้วย
  2. สร้างแหล่งกักเก็บเพิ่มความชื้นในอากาศ คือการหาวัสดุที่ช่วยเพิ่ม พื้นที่ในการเก็บความชื้นในอากาศให้มากขึ้น เช่น

การปูพื้นด้วยอิฐมอญ โดยใช้ทรายหยาบรองพื้นหนา ประมาณ 1 - 2 นิ้ว แล้วปูทับด้วยอิญมอญ เพื่อช่วยกักเก็บน้ำไว้ ตอนที่เรารดน้ำ อิฐจะดูดซับน้ำเอาไว้ แล้วระเหยขึ้นมาเป็นการ เพิ่มความชื้นได้อย่างดี ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมทั่วไป

การใช้ตุ่ม/โอ่งใส่น้ำ/อ่างน้ำพุ     มาวางไว้บริเวณนั้น น้ำในภาชนะจะระเหยออกมาเพิ่มความชื้นได้

การปลูกพืชจำพวกเฟิร์นรอบ ๆ บริเวณนั้น    เพราะพืชเหล่านี้จะ ช่วยการคายน้ำได้มาก

 

แสงแดด

Light

Image Hosted by ImageShack.us

แสงแดดมีผลต่อการปลูกเลี้ยงพืชกินแมลงมาก หากไม่รับแสงน้อย พืชจะอ่อนแอเจริญเติบช้า ทำให้สีของพืชกินแมลงซีดจางไม่เข้มตามสายพันธุ์ปกติ ทำให้วัสดุปลูกแห้งช้า ระบบรากเปียกแฉะเป็นเวลานาน พาลเกิดโรครากเน่าทำให้ตายได้

ในพืชที่มีการพักตัว เช่น กาบหอยแครง(Dionaea) ความยาวของแสงในแต่ละวันก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการสั่งพักตัวของพืชด้วย ซึ่งในฤดูหนาว กลางวันจะสั้นกว่ากลางคืนทำให้กาบหอยแครง(Dionaea) จะพักตัวช่วงฤดูหนาว

แสงแดดที่พืชกินแมลงได้รับตั้งแต่ 50% - 100% โดยใช้พลาสติซาแลนช่วยกรองแสง

หากเป็นไม้ต้นยังอ่อนหรือยังเล็กอยู่หรือไม้ปักชำ ควรจะค่อย ๆ ปรับการรับแสง ตั้งแต่น้อยๆ ไปจนถึง 50% - 100% ตามลักษณะความต้องการแสง มากน้อยของพืชกินแมลงแต่ละ ประเภท

อุณหภูมิ

     อุณหภูมินี้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ระดับความสูงในธรรมชาติของพืชกินแมลงที่อาศัยอยู่ ก่อนนำพืชกินแมลงประเภทใดมาเลี้ยง ควรจะศึกษาก่อนว่าพืชกินแมลงประเภทนั้น หรือสายพันธุ์นั้น เป็นพืชที่เกิดอยู่ในระดับความสูงเท่าใด มีอุณภูมิอยู่ช่วงใด สามารถนำมาเลี้ยงในบ้านเราได้ไหม

      โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งประเภทของพืชกินแมลง โดยเฉพาะ หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

  1. Lowland คือ กลุ่มที่กำเนิดในระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลลงมา หรือมีอุณหภูมิตอนกลางวัน ตั้งแต่ 80-95  F หรือ 27-35  C และกลางคืน ตั้งแต่ 70-80 F หรือ 21-27 C
  2. Highland คือ กลุ่มที่กำเนิดในระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลขึ้นไป หรือมีอุณหภูมิตอนกลางวัน ตั้งแต่ 70-85  F หรือ 21-29  C และกลางคืน ตั้งแต่ 50-65 F หรือ 12-18  C

วัสดุปลูก

กาบมะพร้าวสับ

กาบมะพร้าวสับ (Pieces of Coconut)

ขุยมะพร้าว

ขุยมะพร้าว (Coconut Peat)

ทรายน้ำจืด

ทรายน้ำจืด(Send)

 วัสดุปลูกก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้พืชเหล่านี้เติบโต ซึ่งแต่ละคนจะใช้วัสดุปลูกแตกต่างกันตามละจะสามารถหาได้ง่าย ตามท้องถิ่น แต่ทุกสูตรก็จะเน้นวัสดุสำหรับปลูกเลี้ยงสำหรับ พืชกินแมลงซึ่งเติบโตในวัสดุที่ขาดแคลนธาตุอาหาร หรือมีธาตุอาหารน้อย มีลักษณะโปร่ง ระบายน้ำได้ดี และสามารถเก็บความชื้น ได้ดี ซึ่งพืชกินส่วนใหญ่มักจะมี แหน่งกำเนิดอยู่บริเวณที่ดินเป็นกรดอ่อน

วัสดุปลูกที่นิยมใช้

  1. กาบมะพร้าวสับ (Coconut Shell) สามารถดูดซับน้ำ และความชื้นได้ดี โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี ก่อนนำไปใช้ควรแช่น้ำ ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ (แล้วมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อย) เพื่อให้สารยับยั้งไม่ให้ต้นไม้ ออกรากออกมา (น้ำที่แช่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง)
  2. ขุยมะพร้าว (Coconut Peat) สามารถดูดซับน้ำได้ดี ราคาถูก ใช้แทนพีทมอสได้ แต่ผุเร็วกว่า ก่อนใช้ควรแช่น้ำ และบีบน้ำออกให้มาดก่อนนำไปใช้
  3. ทราย (Send) ช่วยทำให้วัสดุปลูกโปร่งขึ้น ควรเลือกใช้ทรายหยาบ
  4. พีทมอส (Peat Moss) วัสดุปลูกมีสภาพเป็นกรดอ่อน และไม่ผุพังเร็วสามารถอยู่ได้นาน ประมาณ 2 ปี ใช้แทนขุยมะพร้าว ข้อเสียคือเครื่องปลูกจะแฉะมาก ควรใช้ผสมน้อย ๆ แต่ยังมีนักปลูกเลี้ยงหลายท่านยังนิยมใช้เป็นวัสดุปลูก
  5. สแป็คนั่มมอส (Sphagnum Moss) เป็นวัสดุปลูกที่สามารถดูดซับน้ำ ไว้ได้มาก และระบายน้ำได้ดีเยี่ยม และมีราคาแพง แต่บางครั้งสามารถทำให้ไม้ตายได้ เพราะดูดซับน้ำไว้จนแฉะมาก หรือบางครั้งก็แห้งมากเกินไปจนต้นไม้ขาดน้ำ ซึ่งไม้ Highland ส่วนมากมักชอบขึ้นบนวัสดุนี้ในธรรมชาติ
  6. เพอร์ไลท์ (Perlite) มีคุณสมบัติเหมือนทราย มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ ช่วยให้เครื่องปลูกโปร่ง และผิวที่ไม่เรียบช่วยให้รากจับยึดได้ดี
  7. วัสดุอื่น ๆ เวอร์มิคูไลท์ (vermiculite) แกลบสด ขี้เถ้าแกลบ ไฮโดรตรอน หินภูเขาไฟ (lava rock) เปลือกถั่ว ฯลฯ มักจะใส่เพื่อเพิ่มความโปร่งให้กับระบบราก

    นำวัสดุที่เลือกใช้นำมาผสมกัน ส่วนจะใช้อะไรมากน้อยเท่าไรก็แล้ว แต่สูตรของแต่ละท่านนะ แต่เน้นให้โปร่งระบายน้ำได้ดี จะเห็นว่าวัสดุ ที่ใช้ปลูกพืชกินแมลงนั้นจะไม่ใช้ดินเป็นส่วนผสมเลยครับ ฉะนั้นการ เพาะเลี้ยงไม้กินแมลงนอกจากท่านจะลงทุนกับสายพันธุ์ไม้แล้วท่านจะ ต้องลงทุนกับเครื่องปลูกมากกว่าต้นไม้ อย่างอื่น

พีทมอส (Peat Moss)  |

สแป็คนั่มมอส (Sphagnum Moss) |
เพอร์ไลท (Perlite) |
เวอร์มิคูไลท์ (vermiculite)

แกลบสด |
ขี้เถ้าแกลบ |
ไฮโดรตรอน | 
หินภูเขาไฟ (lava rock) |
เปลือกถั่ว
<<โลกขอต้นไม้กินแมลง (The Carnivorous Plants)

Aldrovanda    |  Brocchinia   |      Byblis    |       Catopsis   |       Cephalotus   |   Darlingtonia  |    Dionaea  |   Drosera  |    Drosophyllum  |   Genlisea  |   Heliamphora  | Ibicella  |  Nepenthes  Paepalanthus  | Pinguicula  |  Proboscidea  Roridula  | Sarracenia  Triphyophyllum  | Utricularia 

Go  to  Top

     


              

Side Menu


Shopping

Name : Huperzia goebelii [H-GOEB]
Details : Huperzia goebelii Blue Form size 6" pot and It long more than 50 cm.

Normal price : 30.00
Special price : 23.00

Name : Platycerium Mt. Kitshakood Extra Lagre [PMKK004]
Details : It is new hybrids between P.coronarium x  P.ridleyi   growing by spore size 20" pot
Normal price : 195.00
Special price : 185.00

Name : Platycerium coronarium Philippinse Dwarf [PCORP-D-SP]
Details : This is fresh the spore of Platycerium coronarium var. Philippinse "Dwarf" form
quantity  3,000 - 5,000 spore/pack
Normal price : 20.00
Special price : 15.00

Name : Platycerium grande Extra Large [PGRA004]
Details : It is growing by spore size 20" pot.
Normal price : 160.00
Special price : 160.00

Side Page

 สถิติวันนี้ 158 คน
 สถิติเมื่อวาน 306 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
9214 คน
166740 คน
660583 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-12

อัตราแลกเปลี่ยนเงิน

Copyright (c) 2006 by Siam Exotica Plants