Siam Exotica Plants

                                                         
                 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

      Home<< Site Map << How to Grow Orchid >> Class  Orchid >> Genus

     กล้วยไม้ (Orchid) เป็นไม้ดอกในกลุ่มพืชใบเลี้ยงเดี่ยว(Monocotyledonous Plant) วงศ์ออร์ดิเดชิอี (Orchidaceae) เป็นพืชที่มีอายุยืนนานหลายปีจำพวกไม่มีเนื้อไม้ ซึ่งนับเป็นพืชที่มีดอกกลุ่มใหญ่ที่สุด และพืชวงศ์กล้วยไม้ยังมีการค้นพบอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะไม้ในเขตร้อน สำหรับในประเทศไทยเป็นถิ่นกำเนิดของกล้วยไม้เมืองร้อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยมีกล้วยไม้พื้นเมืองหรือที่เรียกว่า กล้วยไม้ป่า มากถึง 167 สกุลGenus) 1,140 ชนิด จากจำนวนกล้วยไม้ที่ค้นพบทั่วโลกมากกว่า 796 สกุล ประมาณ 19,000 ชนิด (ไม่นับรวมพวกลูกผสมที่มีขึ้นอีกมากมายหลายเท่า ซึ่งนับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนไม่มีที่สิ้นสุด) การที่กล้วยไม้มีอยู่มากมาย ทำให้มันมีรูปร่างและขนาดของดอกและลำต้นแตกต่างกันมาก ร่วมทั้งลักษณะการเจริญเติบโตก็ยังมีความหลากหลายด้วย

ลักษณะประจำวงศ์ของกล้วยไม้ทุกชนิดที่แตกต่างจากพืชอื่นๆ คือ

      1.เรณูเกาะกันเป็นก้อนขนาดใหญ่ ไม่เป็นละออง
     2.ดอกมีก้อนเรณูด้านตรงข้ามกับปากด้านเดียวเท่านั้น แต่ก้านดอกมักบิดหรือโค้งให้ปากกลับมาอยู่ด้านล่างเมื่อดอกบาน
     3. เกสรตัวเมียและเรณูติดอยู่บนเส้าเกสร ซึ่งเป็นก้านชูเกสรตัวเมียเชี่ยมรวมกับก้านชูเรณู โดยการเชื่ยมนี้อาจเกิดเพียงบางส่วนก็ได้

 

ส่วนประกอบต่างๆ ของกล้วยไม้

รากกล้วยไม้
         กล้วยไม้มีระบบรากแขนง ไม่มีรากแก้ว และเกิดจากส่วนของต้นทั้งหมด รากกล้วยไม้ส่วนใหญ่มักมีเนื้อเยื่อสีขาวลักษณะคล้ายฟองน้ำหุ้มอยู่เพื่อช่วยดูดซับความชื้น เนื้อเยื่อนี้เรียกว่า วีลาเมน (Velamen) ซึ่งพบในส่วนถัดจากปลายรากเข้ามา โดยปลายรากปกติจะมีสีเขียวหรือน้ำตาลแดงในบางชนิด ในกรณีที่รากหยุดการเจริญเติบโตจะพบว่า Velamen จะหุ้มไปถึงปลายราก กล้วยไม้บางชนิดอาจมีการสะสมอาหารในรากทำให้รากบวมพอง และรากของกล้วยไม้บางชนิดอาจเป็นจุดกำเนิดของหน่อต้นใหม่ เช่น ฟาแลนนอปซิล ระบบรากกล้วยไม้มีความแตกต่างกัน สามารถแยกได้ 4 ประเภท คือ

1.รากดิน รากระบบนี้จะขึ้นอยู่ตามพื้นดิน รากมีขนาดเล็ก แตกแขนง จึงสามารถเจริญเติบโตในเครื่องปลูกที่ค่อนข้างทึบ ได้แก่ นางอั้ว ลิ้นมังกร ท้าวคูลู
2.รากกึ่งดิน รากระบบนี้จะขึ้นอยู่ตามซอกหิน ซึ่งมีอินทรียวัตถุสะสมอยู่ รากประเภทนี้จะมีขนรอบๆ ราก และรากมีขนาดใหญ่พอควร ระบบรากนี้ต้องการอากาศในการหายใจมาก ไม่ชอบเครื่องปลูกที่ทึบเกินไป ได้แก่ รองเท้านารี
3. รากกึ่งอากาศ พบในกล้วยไม้ที่มีระบบรากแทรกลงไปตามรอยแตกของเปลือกไม้ที่อิงอาศัยอยู่ รากมีขนาดเล็กไม่มีขนที่ราก สามารถมองเห็น Velamen ได้ชัดเจน ระบบรากนี้จึงต้องการอากาศในการหายใจค่อนข้างมาก ชอบเครื่องปลูกที่ค่อยข้างโปร่ง ได้แก่ หวาย แคทลียา ออนซิเดียม
4. รากอากาศ เป็นระบบรากที่มี Velamen หนา ทำให้รากมีขนาดใหญ่ รากมักยื่นตัวไปในอากาศ ไม่ค่อยเกาะยึดกับสิ่งใด เนื่องจากต้องการอากาศในการหายใจมาก กับการดูดซับความชื้นจากอากาศได้ดี ทำให้กล้วยไม้ที่มีระบบรากประเภทนี้ไม่ต้องการเครื่องปลูกนัก ได้แก่ แวนด้า ช้าง เข็ม

รากอกาศมีขนาดใหญ่ รากมักยื่นตัวไปในอากาศ ไม่ค่อยเกาะยึดกับสิ่งใด

Image by: หนังสือกล้วยไม้เมืองไทย ของสำนักพิมพ์บ้านและสวน

ต้นกล้วยไม้
          ลำต้นกล้วยไม้มีหลายลักษณะแตกต่างกัน โดยอาจจะผอมหรืออวบอ้วน แข็งหรือนิ่ม โดยสามารถแบ่งเป็น
1. เหง้า (Rhizome) เป็นลำต้นที่ทดอยู่ในแนวระนาบบนหรือในเครื่องปลูก โดยกล้วยไม้ประเภทแตกกอนั้นเหง้าเป็นส่วนโคนของยอดที่ขึ้นต่อเนื่องกัน โดยปล้องแรกๆ จะเจริญเติบโตในแนวระนาบก่อนที่ยอดจะเจริญขึ้นในแนวดิ่ง ซึ่งข้อของปล้องที่อยู่ในส่วนที่เป็นเหง้านี้มีตาข้างที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์พร้อมจะเจริญเติบโตเป็นยอดใหม่หรือช่อดอกได้ ลำต้นชนิดนี้อาจพบในสกุลหวาย แคทลียา และรองเท้านารี
2. คอร์ม (Corm) เป็นลำต้นใต้ดินที่มีการสะสมอาหารไว้จนบวมพองออกมามากเป็นพิเศษ ลำต้นชนิดนี้อาจพบในกล้วยไม้ที่มีรากดินเท่านั้น เช่น สกุล Spathogttis และ Eulophia
3. ลำลูกกล้วย (Pseudobulb) ซึ่งเป็นลำต้นที่เจริญขึ้นในแนวดิ่งของกล้วยไม้ประเภทแตกกอ ที่มีรากอากาศหรือรากกึ่งอากาศ ภายในลำลูกกล้วยมีการสะสมอาหารอยู่ภายในทำให้มีลักษณะบวมพองออก เช่น กล้วยไม้สกุลหวาย และแคทลียา
4. ลำต้น (Stem) เป็นลำต้นที่เจริญขึ้นมาในแนวดิ่ง แต่ไม่มีการสะสมอาหารอยู่ภายใน โดยอาหารจะถูกสะสมไว้ในส่วนอื่นๆ เช่น ใบ หรือ ราก ลำต้นชนิดนี้อาจพบในกล้วยไม้ประเภทยอดเดี่ยว ซึ่งมีรากอากาศ เช่น แวนด้า
 
ใบกล้วยไม้
          กล้วยไม้เป็นพืชที่มีใบเดี่ยว ไม่มีใบย่อย แต่มีหลายลักษณะ อาจมีลักษณะยาวเรียว มีรอยพับตามยาวเป็นจีบ หรือบิดเป็นเกลียว หรืออวบเป็นแท่ง โดยจะมีเส้นใบขนานกับความยาวของใบ และมีเส้นใบย่อยเป็นร่างแหเชื่อมต่อเส้นใบหลัก ทั้งนี้เส้นใบย่อยอาจเห็นได้ชัดเจนมากน้อยแตกต่างกัน หลายชนิดใบลดรูป ไม่เจริญ ได้แก่ พวกพญาไร้ใบ ส่วนพวกที่มีใบยังแยกได้เป็นพวกที่ไม่ทิ้งใบกับพวกทิ้งใบ พวกที่ทิ้งใบมักจะมีแผ่นใบบาง พวกไม่ทิ้งใบจะมีทั้งพวกใบกลมคล้ายต้นและใบแผ่เป็นแผ่นแบน พวกหลังนี้แผ่นใบมักจะหนาค่อนข้างอวบน้ำและแข็ง หรือถ้าแผ่นใบไม่หนาก็จะเหนียว ผิวใบมักจะเป็นมัน
 
Image by: หนังสือกล้วยไม้เมืองไทย ของสำนักพิมพ์บ้านและสวน
 
         นอกจากนี้รูปหน้าตัดของใบกล้วยไม้ยังอาจเป็นรูปตัววี หรือเป็นใบอวบอ้วนรูปทรงกระบอก หรือใบอวบรูปสามเหลี่ยมหรือใบอวบแบนแคบ
 
ช่อดอกกล้วยไม้
         กล้วยไม้ออกดอกเป็นช่อเดียวซึ่งมีตั้งแต่ ๑ ดอกขึ้นไป หรืออาจเป็นช่อที่มีแขนงโดยช่อดอกนี้เกิดจากส่วนหนึ่งส่วนใดของต้นบนช่อดอกอาจมีใบประดับขนาดต่างๆ กันตั้งแต่เล็ก จนเห็นได้ยากจนถึงใหญ่สะดุดตาสีสวยงามกว่าดอก ทั้งนี้ช่อดอกกล้วยไม้ อาจตั้งขึ้นชี้ในแนวระนาบ โค้งหรือห้อยลงก็ได้
 
 
ดอกกล้วยไม้
         ดอกกล้วยไม้ส่วนใหญ่มีลักษณะสมมาตรกันทั้งสองข้าง และเป็นดอกสมบูรณ์เพศ แต่ในบางสกุลเป็นดอกแยกเพศ เช่น Catasetum ดอกกล้วยไม้มีรังไข่อยู่ระหว่างก้านดอกและกลีบดอก รังไข่ของกล้วยไม้ส่วนใหญ่ไม่มีการพัฒนา เมื่อดอกบานทำให้มีลักษณะคล้ายก้านดอก โดยอาจเห็นรอยแยกตามแนวยาวเท่านั้น
         ปกติดอกกล้วยไม้มี 6 กลีบ โดยประกอบด้วยกลีบเลี้ยง (Sepal) 3 กลีบ กลีบดอก(Petal) 3 กลีบ ตรงกลางดอกเป็นเส้าเกสร (Staminal Column)
 
        กลีบเลี้ยง(Sepal) จะเรียงตัวอยู่รอบนอกสุด จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อคว่ำดอกดู จะเรียงชิดหรือซ้อนทับกัน ในขณะที่ดอกยังตูมอยู่กลีบเลี้ยงจะหุ้มดอกไว้ และอาจพบกลีบเลี้ยงมีอยู่ 2 กลีบเชื่อมติดกันเป็นกลีบเดียว เช่น กล้วยไม้สกุลรองเท้านารี
        กลีบดอก(Petal) กลีบดอกจะเรียงตัวเป็นชั้นถัดเข้าไปจากชั้นกลีบเลี้ยง และมักจะบางกว่ากลีบเลี้ยง ประกอบด้วยกลีบดอกด้านข้าง(Lateral Petals) ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน ส่วนกลีบดอกอีก 1 กลีบนั้น มีลักษณะที่แตกต่างจากกลีบดอกด้านข้างอย่างชัดเจน นิยมเรียกว่า “กลีบปาก(Lip)” ซึ่งมักจะเป็นส่วนที่เด่นชัดที่สุดของดอก
        เส้ากสร (Staminal Column) เป็นส่วนสำคัญและเป็นลักษณะเฉพาะของกล้วยไม้ ซึ่งเป็นที่รวมของเกสรเพศผู้และส่วนของเกสรเพศเมียเข้าไว้ด้วยกัน มีลักษณะเป็นแท่งอยู่ตรงกลางดอก ส่วนบนสุดมักจะมีฝาเล็กๆ (Anther Cap หรือ Operculum) ปิดคลุมกลุ่มเรณูไว้ ต่ำลงมาทางด้านหน้าของเส้าเกสรซึ่งหันเข้าสู่กลีบปาก มีแอ่งเว้าลึกเข้าไปในเส้าเกสร ภายในมีน้ำเหนียวๆ คือส่วนยอดของเกสรเพศเมีย (Stigma) ในกล้วยไม้บากลุ่มอาจจะมีการเจริญของเนื้อเยื่อออกไปเป็นจะงอย(Rostellum) ซึ่งนับเป็นส่วนของเกสรเพศเมียที่เป็นหมัน ส่วนด้านข้างของยอดเส้าเกสรทั้งสองข้างก็อาจจะมี Stylid ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นหรือเป็นแผ่น โคนเส้าเกสรก็เช่นเดียวกัน บางกลุ่มมีการเจริญของเนื้อเยื่อโคนเส้าเกสรยืดออกไปเป็นคาง (Mentum) กลีบเลี้ยงคู่ข้างในบางชนิดจะติดอยู่ 2 ข้างของส่วนที่ยืดดอกไปนี้ และกลีบปากติดที่ปลายสุด ซึ่งเมื่อดูจากภายนอกจะเห็นคล้ายเป็นถุง
           ดอกกล้วยไม้อาจมีกลิ่นหอมฉุน หรือเหม็น เพื่อล่อแมลง ช่วงเวลาผลิตกลิ่นอาจเกิดขึ้นเฉพาะช่วงเวลาที่แมลงเหล่านั้นออกหากิน หรือเกิดตลอดเวลาก็ได้
 
 
       อับเรณู(Anther) กล้วยไม้ส่วนใหญ่จะมีเพียง 1 อัน ติดอยู่ที่ส่วนบนสุดของเส้าเกสร มีฝากครอบกลุ่มเรณูที่มักจะหลุดร่วงง่าย อับเรณูในแต่ละสกุลมีจำนวนกลุ่มละอองเรณูต่างๆ กัน ตั้งแต่ 2 – 8 กลุ่ม มีทั้งแบบแต่ละกลุ่มเป็นอิสระกัน และที่ยึดติดกันแน่นกับแผ่นบางใส เรียกว่าชุดกลุ่มเรณู (Pollinarium) รูปแบบต่างๆ กัน ส่วนแผ่นหรือแถบเยื่อที่คล้ายก้านยึดติดกบักลุ่มเรณู เรียกว่า ก้านกลุ่มเรณู (Caudicle หรือ Stipe) ที่ปลายอีกด้านของแผ่นเยื่อมักจะแผ่แบนเป็นแป้นหรือเป็นตุ่ม(Viscidium) และมีสารเหนียวๆ ซึ่งเยื่อเหนียวนี้จะช่วยให้ก้อนเรณูติดกับแมลง เพื่อช่วยถ่ายเกสรไปสู่ดอกอื่นต่อไป
      
       รังไข่ (Ovary) ส่วนล่างสุดต่ำกว่าเส้าเกสร คือ รังไข่ ซึ่งอยู่ใต้ชั้นวงกลีบและต่อเนื่องไปกับก้านดอก โดยส่วนที่เป็นรังไข่นั้นจะป่องพองมากกว่าส่วนที่เป็นก้านดอก และมักจะมีร่องตามยาวๆ 3-6 ร่อง ภายในรังไข่มีออวุล (Ovule) ขนาดเล็กจนเกือบจะเป็นผงจำนวนมาก
 
ฝักและเมล็ดกล้วยไม้
        หลังการมีการถ่ายเกสร หรือดอกถูกผสมเกสรแล้ว รังไข่ซึ่งอยู่ระหว่างก้านดอก และดอก ก็จะบวมพองออกเป็นผลหรือฝัก ภายในฝักจะมีโพรงซึ่งเป็นที่อยู่ของเมล็ด ฝักของกล้วยไม้แต่ละชนิดจะใช้เวลาในการพัฒนาหรือแก่ แตกต่างกัน เริ่มตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ไปจนถึงเกิน 1 ปี ซึ่งเมื่อฝักแก่เต็มที่แล้ว ก็จะแตกออกตามยาว เพื่อปลดปล่อยเมล็ดออกมา
        เมล็ดกล้วยไม้มีขนาดเล็กมาก ไม่มีอาหารสะสม จึงเบา ทำให้สะดวกในการกระจายพันธุ์ด้วยลม จำนวนเมล็ดต่อฝักนั้นจะแตกต่างกันตามชนิดของกล้วยไม้ โดยมีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักล้านเมล็ด เนื่องจากเมล็ดเหล่านี้ภายในไม่มีอาหารสะสม ใบเลี้ยง (Cotyledon) ไม่เจริญเติบโต ทำให้เมล็ดจำนวนมากมายไม่มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ สำหรับเมล็ดที่งอกและสามารถเจริญเติบโตได้นั้นต้องตกในที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและมีราพวกไมคอไรซา (Mycorhiza) อยู่ด้วย ราพวกนี้จะมีเส้นใยเจริญเข้าไปในเมล็ด ทั้งราและเมล็ด หรือต้นอ่อนของกล้วยไม้จะอยู่ด้วยกันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
         นอกจากนั้นส่วนใหญ่ภายในฝักกล้วยไม้ยังมี Spring Hairs ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นยาวๆ สีขาวหรือน้ำตาลอ่อนแทรกปะปนกับเมล็ด การเคลื่อนไหวของเส้นยาวเหล่านี้ เมื่อความชื้นเปลี่ยนช่วยทำให้เมล็ดกระจายออกไปจากฝักได้ดียิ่งขึ้น
 
 
Image by: หนังสือกล้วยไม้เมืองไทย ของสำนักพิมพ์บ้านและสวน
 
 
 
 

 

Go  to  Top 

      Home<< Site Map << How to Grow Orchid >> Class  Orchid >> Genus

     

 

             

Side Menu


Shopping

Name : Huperzia goebelii [H-GOEB]
Details : Huperzia goebelii Blue Form size 6" pot and It long more than 50 cm.

Normal price : 30.00
Special price : 23.00

Name : Platycerium Mt. Kitshakood Extra Lagre [PMKK004]
Details : It is new hybrids between P.coronarium x  P.ridleyi   growing by spore size 20" pot
Normal price : 195.00
Special price : 185.00

Name : Platycerium coronarium Philippinse Dwarf [PCORP-D-SP]
Details : This is fresh the spore of Platycerium coronarium var. Philippinse "Dwarf" form
quantity  3,000 - 5,000 spore/pack
Normal price : 20.00
Special price : 15.00

Name : Platycerium grande Extra Large [PGRA004]
Details : It is growing by spore size 20" pot.
Normal price : 160.00
Special price : 160.00

Side Page

 สถิติวันนี้ 227 คน
 สถิติเมื่อวาน 573 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
31461 คน
120264 คน
614107 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-12

อัตราแลกเปลี่ยนเงิน

 

 

Copyright (c) 2006 by Siam Exotica Plants